มะพร้าวกะทิ(makapuno) ลักษณะโดยทั่วไปของมะพร้าวกะทิ ไม่ว่าจะเป็นลำต้นทางใบ ใบย่อย และรูปทรงภายนอกของผลเหมือนกับมะพร้าวปกติทุกประการ ส่วนลักษณะที่แตกต่างออกไปจะ เป็นเพียงภายในของผล คือมี เนื้ออ่อน นิ่ม ฟูคล้ายผิวมะกรูด ความหนา 2-3 เซนติเมตร รสชาติหวานมัน น้ำภายในผล มีน้อยและมีลักษณะข้นเหนียว สาเหตุการเกิดมะพร้าวกะทิ เป็นเรื่องของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม เนื่องจากลักษณะของ มะพร้าวกะทิถูกควบคุมโดยยีนส์เพียง 1 คู่ ซึ่งเป็นลักษณะด้อย(recessive) ส่วนลักษณะของมะพร้าวปกติ เป็นลักษณะเด่น (dominance) จากลักษณะการถ่ายทอดพันธุกรรมของเมนเดลดังกล่าว จะพบว่า โอกาสเกิดมะพร้าวกะทิตามธรรมชาตินั้น มีน้อยมาก ในสวนขนาดใหญ่ ที่มีต้นมะพร้าวนับร้อยต้นอาจพบต้นที่เป็นกะทิเพียงต้นเดียวหรือไม่พบ เลย
และถึงแม้ว่าจะเป็นต้นกะทิอยู่ก็ตามก็มีโอกาสเกิดผลที่เป็นกะทิเพียงร้อยละ 25 เท่านั้น และเนื่องจากมะพร้าวกะทิถูกควบคุมโดยยีนส์ที่มีลักษณะด้อย จึงเป็นผลให้เอ็มบริโอ (embryo) ภายในผลไม่สามารถเจริญเติบโตหรือไม่ สามารถงอกขึ้นมาเป็นต้นอ่อนได้ เกี่ยวกับเรื่องนี้ มีวิธีพิสูจน์แบบง่ายๆ ใช้มาแต่โบราณแล้วคือ เมื่อ “มะพร้าวกะทิ” ติดผลเป็นทะลายปล่อยให้ผลแก่คาต้นก่อน ตัดทะลายลงมา เอาผลแต่ละผลเขย่าฟังดูว่าถ้าไม่มีเสียงน้ำในผลดังกระฉอกเลย หมายถึงมะพร้าวผลนั้นเป็น “มะพร้าวกะทิ” อย่างแน่นอน ไม่ต้องปอกเปลือก หรือทุบ ดูเนื้อในทุกผลให้เสียเวลา ทำหรือฝึกบ่อยๆจึงจะชำนาญ ช่วงแรกอาจมีผิดบ้างเป็น ธรรมดา คนโบราณก็ใช้วิธีนี้เหมือนกัน ส่วน วิธีผ่ารับประทาน คนเฒ่าคนแก่บอกเคล็ดลับว่า ถ้าต้องการให้เนื้อในของ “มะพร้าวกะทิ” ฟูหรือเหนียวแน่น อร่อย ต้องนวดก่อน โดยเอาผลที่ปอกเปลือกแล้วกระแทกกับพื้นปูนเบาๆรอบๆผลให้ทั่ว กะเวลาจนแน่ใจว่าพอแล้วจึงนำผลไปผ่าครึ่ง จะพบว่าเนื้อในฟูเป็นสีขาวคล้ายปุยฝ้าย ใช้ช้อนตักรับประทานได้เลย รสชาติหวานมันหอมอร่อยมาก ปัจจุบัน “มะพร้าวกะทิ” มี 2 ชนิด พันธุ์ที่ ได้รับความนิยมรับประทานและนิยมปลูกกันแพร่หลาย ได้แก่ “มะพร้าวกะทิน้ำหอม” กับ “มะพร้าวกะทิน้ำหวาน”